วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ productive ค่ะ คริๆๆ 
ชอบวันที่ productive ที่สุดเลย วันที่เราทำอะไรเสร็จได้หลายๆ อย่าง มันรู้สึกว่าวันนี้ชีวิตฉันมีค่าจังเลย :) 
เช้าขึ้นมาก็ไปโบสถ์กับแม่ ไปกินข้าวกัน แล้วก็พาแม่ไปเดินดูเขาปิกนิคปิดกรุงเทพฯ  แล้วก็ไปทำบัตร ATM ที่ธนาคาร เพราะว่าบัตร ATM หมดอายุ (กดเงินใช้ไม่ได้ซะงั้น)
(blog นี้ ขอไม่พูดถึงแนวความคิดทางการเมืองนะคะ แค่เล่าสิ่งที่ไปทำมาเฉยๆ) 
 
กลับมาถึงบ้าน ก็หาสูตรเพื่ออบขนมปังเนยสด อย่าเพิ่งคิดว่าอุ๊ยตาย แม่บ้านแม่เรือนจัง กุ๊กกิ๊ก blog ทำขนม แล้วก็ click หนีหายไปนะคะ เจ้าของ blog ไม่ได้กุ๊กกิ๊กเลยค่ะ เป็นสาวโหดที่ตื่นเต้นกับปฏิกิริยาของการผสมส่วนผสมต่างๆ จนมันกลายออกมาเป็นขนมได้เท่านั้นเอง ชอบเวลาที่ดูในเตาแล้วเห็นว่าก้อนแป้งที่อยู่ในมือฉันเมื่อกี๊มันฟูด้วยอ่ะ อุ๊ยหอม อุ๊ย ส่วนผสมเหล่านี้ มันทำปฏิกิริยากัน แล้วมันออกมาเป็นสิ่งที่เรากินได้ ปรับนิดปรับหน่อย ใส่นี่ก่อน ใส่นั่นหลัง มันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปได้ 
 
คือรู้สึกว่าการ bake (ขอเรียกว่า bake ละกันนะคะ เพราะว่าไม่รู้สึกว่าขนมปังมันเป็นขนมสักเท่าไหร่) เหมือนเป็นศิลปะ + วิทยาศาสตร์ ทำๆ ไปใจก็เพลินๆ ไม่คิดถึง facebook หรือ instagram ทั้งสิ้น 
 
โดยเฉพาะขนมปัง เป็นของพิเศษมากสำหรับเรา เพราะว่ามันเป็นของที่หาซื้อง่าย มีขายอยู่ทุกหัวระแหง ควรจะทำง่ายสิ เพราะเป็นอาหารหลัก (ของฝรั่ง) ใครๆ ก็กินกัน แต่ความจริงแล้วมันทำยากประมาณนึงเลย ความยากมันอยู่ตรงรายละเอียดของมันเนี่ยแหละ ใส่นั่นก่อน ใส่นี่หลัง นี่ต้องห้ามเย็น นั่นต้องห้ามร้อนไปนะ ไม่งั้นส่วนผสมมันไม่ทำปฏิกิริยากัน เลยรู้สึกว่า ทำขนมปังให้อร่อยนี่ล่ะ ท้าทาย 
 
ได้ลองพยายามทำขนมปังมาแล้ว 2 รอบ รอบนี้เป็นรอบที่ 3 
รอบแรกที่ทำ เป็น dinner rolls
dinner rolls คือ ขนมปังก้อนกลมๆ ที่เขาเอามาเสริ์ฟให้เราพร้อมกับเนยก่อนพวกอาหารจริงๆ ในร้านอาหารฝรั่งแล้วอ่ะค่ะ
ทำออกมาก็ประสบความสำเร็จดี แต่ว่า dinner rolls ก็ยังไม่ถูกปากเรา เพราะว่าเราชอบขนมปังที่นิ่มมากๆ แต่ dinner rolls มันจะมีความแน่นๆ อยู่
 
พี่สาวเลยบอกว่า ทำขนมปังเนยสดสิ 
จริงด้วยยยย ขนมปังเนยสดของไทยเนี่ยแหละ นิ่มสุดแล้ว
เลยเริ่มหาสูตรจาก internet เนี่ยแหละ อุ๊ย สูตรนี้ง่ายดี ลองทำตามดู ปรากฎว่าไม่มีความฟูในชีวิตค่ะ อย่าเรียกตัวเองว่าขนมปังเนยสดเลย คือเป็นก้อน เหมือนแผ่นปังจากข้าวสาลี ผลงานอย่างดี (เพลงจากในโบสถ์) ออกมาแล้วเหมือนขนมปังทหาร กินเข้าไป ก้อนๆ แน่นๆ จะได้อิ่ม เหมือนขนมปังพระเยซูในเมืองเยรูซาเล็ม - ไม่ได้เคยกิน แต่จินตนาการเอาเองว่ามันต้องแข็งแน่ๆ 
 
เศร้าเลย ทำออกมาไม่มีใครกิน เก็บไว้ในกล่องจนขึ้นรา 
 
วันนี้ ถือเป็นวันดี มีเวลาว่าง นั่งหาสูตรดูอีกทีเซะ คราวนี้ชั้นจะหาเป็นวีดีโอเลย ต้องได้เห็นกับตาว่าเขาทำอย่างไร ลักษณะหน้าตาของแป้งแต่ละช่วง ก่อนผสม หลังนวด หน้าตาเป็นอย่างไร พอเจอ VDO Clip ที่ถูกใจแล้วก็จดสูตร ลงมือทำ 
 
ทำตามสูตรเป๊ะๆ ก็ออกมาไม่เหมือนเขา ต้องแอบเติมเนยนิด แป้งหน่อย สุดท้ายออกมาโอเคขึ้น 
ความตื่นเต้นของขนมปังคือ การใช้ยีสต์ และการดูแป้งพองตัว คือ ยีสต์ตัวเจ้าเสน่ห์เจ้าของกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของขนมปังเนี่ย เป็นตัวทำปฏิกิริยาให้ขนมปังพองฟูเลย พอเรานวดเป็นก้อนกลมๆ ธรรมดา ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไปครบแล้ว ต้องพักแป้งไว้ 1 ชั่วโมง 
 
ความตื่นเต้นมันอยู่ตรงนี้เลยค่ะ อยู่ตรงที่ว่า ยีสต์จะทำปฏิกิริยากับแป้งของเราหรือไม่ แป้งเราจะขึ้นฟูหรือเปล่า ถ้าขึ้นฟู ก็ใจชื้นได้เลย มันจะไม่เป็นขนมปังก้อนแข็งแน่นแน่นอน
 
วันนี้มันสำเร็จแล้ว ขนมปังที่นิ่มเท่ากับที่เราอยากได้ ใช้เวลาผสม นวด อบตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน ดูแล้วดูอีกว่าแป้งที่นวดได้หรือยัง เพราะเกิดความพารานอย ไม่อยากให้พลาดเหมือนคราวที่แล้วอีก 
 
ผลที่ออกมา คือดีใจมากจนต้องถ่าย VDO ตอนฉีกขนมปังเป็นก้อนๆ เก็บไว้ ให้เห็นความนุ่มของขนมปัง เว่อร์ออกนอกหน้าใช่ไหมคะ ใช่ค่ะ เว่อร์ บอกเลย
 
เอ๊ะ พอลองมานั่งดู จริงๆ แล้วกิจกรรมที่ทำวันนี้ก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่ว่าเราไม่ได้มีช่วงที่นั่งเลื่่อนๆๆ มือถือไปมาเฉยๆ เลย แถมยังเป็นวันที่ประสบความสำเร็จกับการอบขนมปังด้วย เลยรู้สึกว่าวันนี้ productive 
 
วันต่อๆ ไปจะทำให้ได้อีกค่ะ อยากทำให้วันทุกวันเต็มไปด้วยการทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ตลอดทั้งวัน และใช้มือถือแค่เพิ่อตามข่าวสารเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เพื่อฆ่าเวลาว่าง 
 
ดีมาก 
keep it going this way!
 

"I" am the master of "my" time ... not facebook!

posted on 20 Jan 2014 22:39 by fringefang in DailyLife
เมื่อวันก่อนมีเพื่อน post ใน facebook ว่า เมื่อย้อนกลับไปอ่าน diary เก่าๆ พบว่าตัวเองมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในชีวิต และไม่เข้าใจว่าคนคนนึงจะสามารถแบ่งภาคไปทำหลายอย่างขนาดนั้นได้อย่างไร 
 
ไหนจะเรียน ไหนจะสอบ ตั้งหลายวิชา ไหนจะทำกิจกรรมที่คณะ ช่วยคนนู้นคนนี้ทำกิจกรรมเยอะไปหมด อ่านหนังสือไปพร้อมๆ กันหลายๆ เล่ม 
 
ทำไมตอนนั้น เราถึงทำอะไรได้หลายอย่างขนาดนั้น 
 
ในขณะที่ทุกวันนี้ เราใช้เวลาหมดไปวันๆ โดยที่นึกไม่ออกเลย ว่าเราทำอะไรไปบ้างหนอ วันนี้ 
หนังสือเล่มหนึ่ง ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะอ่านจบ
 
แล้วก็มีเพือนอีกคนนึงมา comment ตอบกลับว่า เมื่อก่อนเราไม่มี smart phone ไง 
 
นั่นเป็นเรื่องจริง จริงๆ เพราะอย่างเราที่ชอบเล่นเกม เคยมาแล้วหลายคืนที่เล่นเกม plant vs zombie จนมือถือแบตหมดไปสองรอบใน 1 คืน ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากเล่นเกม 
 
ทุกวันนี้ เราใช้เวลาไปกับการ scroll down หน้า facebook กด Like ถ่ายรูป คิด caption เท่ๆ post และนั่ง refresh เพื่อดู news feed 
 
ความคิดมันไม่ละเอียดเหมือนเดิม 
 
เราไม่ใช้เวลานานๆ เพื่ออยู่กับตัวเอง แต่ว่าเราสมาธิสั้นมาก แว๊บเดียว เราก็หันไปสนใจอย่างอื่นแล้ว การจะหัดทำอะไรสักอย่าง อย่างเช่นฝึกวาดรูป กลายเป็นเรื่องยาก 
 
การอ่านหลังสือในคนตาบอดฟังใน read for the blinds application ก็ทำไม่เสร็จสักที 
 
แม้กระทั่งดู series เกาหลี ที่ไม่น่าจะละสายตาไปจากจอได้ เราก็ยังละสายตาไปจากมัน เพื่อ slide มือถือดูซิว่ามีอะไร update บ้าง 
 
การให้มานั่ง focus หาข้อมูลอะไรสักอย่าง อ่านบทความ ยาวๆ นานๆ เป็นเรื่องที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย
 
มองย้อนกลับไปอีก ถึงสมัยเรียนมัธยม พบว่าสิ่งที่ทำให้เราทำได้หลายอย่างขนาดนั้น คือการจัดตารางเวลาให้กับตัวเอง อย่างช่วงใกล้สอบ เราจะทำตารางให้ตัวเองเลยว่าวันไหนต้องดูหนังสือวิชาไหนบ้าง แล้วดูให้จบตามตารางที่ตัวเองวางไว้ ถ้าทำได้เร็วกกว่านั้น ที่เหลือคือเวลาพัก ที่เราได้นั่งขีดเขียนไดอารี่ ดูหนังจบเป็นเรื่องๆ อยู่กับหมาบ้างอะไรบ้าง ปั่นจักรยานเล่น
 
เลยคิดว่า หรือว่าตอนนี้สิ่งที่เราควรจะทำคือ จัดตารางให้กับตัวเองกันแน่นะ
วันนี้จะต้องทำอะไรบ้าง ... และทำตามนั้นจริงๆ อย่าวอกแวก  
 
ไหนมาลองดูซิ นึกย้อนว่าวันนี้เราทำอะไรไปบ้าง
1. ดูเทยเที่ยวไทย / ซ่อม itunes ที่เปิดแล้วชอบปิดตัวเองลงไปซะงั้น
2. อาบน้ำ พาแม่เอาของไปส่ง
3. ไปโชคชัยสี่ ซื้ออุปกรณ์ทำขนม
4. ไป lotus กินไอติม ซื้อของ 
5. อบ cookie 
 
และเวลาระหว่างกิจกรรมเหล่านั้น คือ ดู facebook ตอบ Line เช็ค instagram 
มันน่าคำนวนนัก ว่าเราใช้เวลากับ social media ไปเท่าไหร่นะ วันๆ 
 
เอาล่ะ จะลองบันทึกชีวิตดูนะ ว่าเราได้ทำอะไรบ้าง และการกำหนดตารางชีวิตของเราสำเร็จหรือไม่ มาลองดูกัน

งานแต่งงาน - what's in it?

posted on 15 Dec 2013 23:18 by fringefang in DailyLife
วันนี้ได้ไปงานแต่งานเพื่อน แล้วก็ปลื้มจิตปลื้มใจ 
ต่างจากตอนเด็กๆ ที่ไปงานแต่งงานกับพ่อแม่แล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แน่นอน เพราะว่าเราเป็นเด็ก เรื่องแต่งงาน การใช้ชีวิตร่วมกันยังไกลตัว ไปแล้วก็งั้นๆ แค่วิ่งเล่น ตากแอร์ คอยดูเจ้าสาวว่าสวยไหม กิน cocktail 
 
แต่เดี๋ยวนี้ พอโตแล้วก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนเขาถึงมองว่างานแต่งงานเป็น big day 
เพราะมันเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ ที่คนสองคนจะมาเริ่มต้นใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน 
 
บอกเลย การหากันจนเจอ มันเป็นสิ่งที่ยากมากๆ อยู่แล้ว ดังนั้น การหากันจนเจอ และตกลงใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยิ่งเป็นอะไรที่น่ายินดีด้วยมากๆ 
 
ดีใจด้วยกับคู่แต่งงานทุกคู่ค่ะ :) 
 
อยากแต่งมั่ง อยากหาใครสักคนเจอมั่ง (แอบบ่น ฮ่าๆ)

ด้านสว่างของชีวิต

posted on 05 Dec 2013 21:13 by fringefang in DailyLife directory Diary
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศของสังคมทุกวันนี้ัหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่ทำให้เราขาดแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต 
หรือเป็นเพราะว่าเรามีอายุมากขึ้น เห็นอะไรที่ "จริง" มาเยอะขึ้น ยิ่งวันก็ยิ่งมองอะไรในแง่ที่ปลงมากขึ้น ความหวังที่สดใสระยิบระยับก็เริ่มมีประกายน้อยลง 
 
พอคิดได้อย่างนั้นแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ได้นะ นี่เพิ่งผ่านมายังไม่ถึงครึ่งชีวิตเลยด้วยซ้ำ การดำเนินชีวิตต่อไปของเราจะ gloomy ขนาดนี้ก็คงไม่ไหว พอนึกได้อย่างนั้นแล้ว ก็เลยเกิดจุดประกายตัวเองขึ้นมาว่า เราจะเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยแรงบันดาลใจบางอย่างที่ขับเคลื่อนเราไป มันจะทำให้เราใช้ชีวิตไปได้อย่างมีความสุข และมองไปรอบตัวได้อย่างรื่นรมณ์ 
 
ลองนึกถึงสมัยเรียน ที่เราตั้งใจอ่านหนังสือ คิดงาน ดูอะไรยากๆ และวิเคราะห์ เมื่อกลั่นกรองออกมาสำเร็จ เราก็นั่งภูมิใจกับมัน หรือว่าอย่างที่เรานั่งมองสนามหญ้าเขียวๆ นั่งให้ลมพัด หรือ หย่อนขาลงไปในบ่อน้ำ ในสวนสาธารณะ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว 
 
ทุกวันนี้ เราคงมองโลกเฉพาะในด้านที่มืดหม่น ฉันตั้งใจแล้ว ฉันจะ (พยายาม) มองโลกในด้านที่สดใส ด้านที่จะผลักดันให้เราเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมีความสุข เรียกว่าโลกสวยหรือเปล่าไม่รู้ ฉันไม่ได้มองโลกในด้านที่ไม่จริง แต่คนเราจำเป็นจะต้องใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ และการจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้นั้น ต้องมาจากการมีแรงบันดาลใจที่ดี 
 
อย่างวันนี้ แทนที่ฉันจะเศร้าที่พ่อดูมีอายุมากขึ้นทุกวัน ฉันน่าจะดีใจ ที่ครอบครัวเราได้ทำเนื้อย่างกินกันเองที่บ้านอย่างมีความสุข น่าจะดีใจที่เราได้จุดเทียนวันพ่อพร้อมๆ กัน ดีใจที่ได้ผัดหมี่ให้พ่อ ได้กินอาหารฝีมือแม่ ได้ไปนั่งคุยกับพี่สาวที่บ้านเขา เล่นกับหมา ที่ถึงมันจะผอม ขนร่วง แต่มันก็ยังดีใจ กระดิกหางมีความสุขที่มีเราเล่นด้วยเป็นเพื่อน 
 
There is always a positive side of things :) 
ฉันจะเอาด้านบวกเหล่านี้แหละ มาทำชีวิตให้มีประโยชน์ และถ้าทำได้ดี อาจจะช่วยส่งกระแสความสุขไปยังคนรอบๆ ข้างด้วยก็ได้ 

edit @ 15 Dec 2013 23:28:20 by Little Temtation

Little Temtation View my profile